Home Tech lawyers ข้อสังเกตจากตำราเตรียมสอบทนายเล่ม 8 พระราชบัญญัติทนายความ, มารยาททนายความ/การสอบสวน/การอุทธรณ์

ข้อสังเกตจากตำราเตรียมสอบทนายเล่ม 8 พระราชบัญญัติทนายความ, มารยาททนายความ/การสอบสวน/การอุทธรณ์

330
SHARE
 ข้อสังเกตจากตำราเตรียมสอบทนายเล่ม 8 พระราชบัญญัติทนายความ, มารยาททนายความ/การสอบสวน/การอุทธรณ์
1. พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528” และ พ.ร.บ.ทนายความ ฉบับแรก พ.ศ. 2457 และฉบับปัจจุบันคือฉบับ พ.ศ. 2528 นี้
2. พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้น กำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศ *[รก.2528/129/1พ./19 กันยายน 2528]
3. พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคมพ.ศ. 2528 4. ทนายความ หมายความว่า ผู้ที่สภาทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความ 5. สภานายกพิเศษ หมายความว่า สภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ 6. นายก หมายความว่า นายกสภาทนายความ 7. กรรมการ หมายความว่า กรรมการสภาทนายความ 8. คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการสภาทนายความ 9. สมาชิก หมายความว่า สมาชิกสภาทนายความ 10. ข้อบังคับ หมายความว่า ข้อบังคับสภาทนายความ 11. ใบอนุญาต หมายความว่า ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ 12. รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ 13 วันสถาปนาสภาทนายความ 10 กันยายน 14.วันทนายความ 20 กุมภาพันธ์ 15. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ 16. ให้รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ และมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้(สภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม) 17.องค์กรที่มีหน้าที่ควบคุมการประกอบวิชาชีพทนายความได้แก่ เนติบัณฑิตยสภาและสภาทนายความ 18.นอกจากข้อ 17นี้แล้ว ยังต้องปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความ เนติบัณฑิตยสภาเป็นนิติบุคคลสภาทนายความมีฐานะเป็นนิติบุคคล Test 18. สภาทนายความมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) ส่งเสริมการศึกษาและการประกอบวิชาชีพทนายความ (2) ควบคุมมรรยาทของทนายความ (3) ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิกสภาทนายความ (4) ส่งเสริมและจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกสภาทนายความ (5)ส่งเสริมช่วยเหลือแนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับ กม. 19. สภาทนายความมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1. จดทะเบียนและออกใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ 2.ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาทนายความและตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ 20. สภาทนายความอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้ 1 ค่าจดทะเบียน ค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัตินี้ 2 เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน 3 รายได้จากทรัพย์สินหรือกิจการอื่น 4 ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ 21. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสภาทนายความ มีดังนี้ 1 แสดงความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของสภาทนายความ โดยส่งไปยังคณะกรรมการสภาทนายความและในกรณีที่สมาชิกร่วมกันตั้งแต่50 คน ขึ้นไป เสนอให้คณะกรรมการสภาทนายความพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของสภาทนายความ คณะกรรมการสภาทนายความต้องพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอทราบโดยมิชักช้า 2 ซักถามเกี่ยวกับการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไปของสภาทนายความ ในการประชุมใหญ่ของสภาทนายความ 3 เลือกหรือรับเลือกตั้งเป็นนายกหรือกรรมการสภาทนายความ 4 ผดุงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพและปฏิบัติตนตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ 22.ให้มีสภาขึ้นสภาหนึ่งเรียกว่า “สภาทนายความ” ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการสภาทนายความและ 2.สมาชิกสภาทนายความ 23. สมาชิกสภาทนายความได้แก่ ทนายความตามพระราชบัญญัตินี้(ทนายความ หมายความ ผู้ที่สภาทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความ) 24. สมาชิกภาพของสมาชิกย่อมสิ้นสุดลงเมื่อ 1 ตาย 2 ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 25. ทนายความขาดจากการเป็นทนายความ เมื่อ 1 ตาย 2 ขอบอกเลิกจากการเป็นทนายความ 3 ขาดต่อใบอนุญาตตามมาตรา 39 วรรคสอง 4 ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความตามมาตรา 43 หรือ 5 ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความตามมาตรา 66 มาตรา 67 มาตรา 68 หรือมาตรา 69 26. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการสภาทนายความ” มี 25 คน ประกอบด้วย 1. ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม 1 คน (ระวังชอบนำผู้แทนศาลยุติธรรมมาหลอก) 2. ผู้แทนเนติบัณฑิตยสภา 1 คน 3. นายก 1 คน 4. กรรมการ 22 ข้อสังเกต กรรมการดังกล่าวไม่น้อยกว่า 9 คน จะต้องมีสำนักงานประจำอยู่ตามภาคต่าง ๆ ตามพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละ 1 คน และส่วนกลางอีก 13 คน 27.นายกหรือกรรมการและมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี และโดยจะดำรงตำแหน่งเกินกว่า 2 วาระติดต่อกันมิได้ *28.ทนายความผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกหรือกรรมการจะต้องเป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตมาแล้วรวมกันไม่น้อยกว่า 5 ปี ก่อนวันเลือกตั้ง (ออกสอบตั๋วปีประจำปี 2559) 29.ทนายความที่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตก่อนวันเลือกตั้งนายกหรือกรรมการ ไม่น้อยกว่า 30 วันมีสิทธิเลือกตั้งนายกและหรือกรรมการ 30.การเลือกตั้งนายกและกรรมการตามมาตรา 14 ทนายความต้องมาใช้สิทธิด้วยตนเองโดยการลงคะแนนลับ 31.ทนายความที่มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดใด ให้ออกเสียงลงคะแนนที่จังหวัดนั้น หรือจะไปออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ก็ได้ หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งนายกและกรรมการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับ 32.ให้คณะกรรมการมรรยาททนายความมีอำนาจหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งนายกและกรรมการให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับ 33.เมื่อมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการนายกหรือกรรมการคนใดคนหนึ่งกระทำผิดวัตถุประสงค์ของสภาทนายความหรือกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงแก่สภาทนายความ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการ นายกหรือกรรมการคนนั้นออกจากตำแหน่งได้ ในกรณีที่รัฐมนตรีจะมีคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง 1.ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม 1 คน 2.ผู้แทนเนติบัณฑิตยสภาซึ่งเป็นข้าราชการอัยการ 1 คน และ 3.ซึ่งเป็นทนายความ 1 คน กับ 4.ทนายความอื่นอีก 4 คนเป็นคณะกรรมการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนต้องรีบทำการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ คำสั่งของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด 34.นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ นายกหรือกรรมการ ซึ่งได้รับเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัว เมื่อ 1 ตาย 2 ลาออก 3 ขาดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกหรือกรรมการตามมาตรา 17วรรคสอง 4 รัฐมนตรีมีคำสั่งให้ออกจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัวตามมาตรา 20 5 ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 6 เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน 35.ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1 บริหารกิจการของสภาทนายความตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดใน มาตรา 7 2 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องต่าง ๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของสภาทนายความ เว้นแต่กิจการซึ่งมีลักษณะหรือสภาพที่ไม่อาจมอบหมายให้กระทำการแทนกันได้ 3 ออกข้อบังคับสภาทนายความเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ และข้อบังคับว่าด้วย (ก) การเป็นสมาชิกและการขาดจากสมาชิกของสภาทนายความ (ข) การเรียกเก็บและชำระค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ (ค) การแจ้งย้ายสำนักงานของทนายความ (ง) การประชุมคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ (จ) เรื่องอื่น ๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของสภาทนายความ หรืออยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาทนายความตามกฎหมายอื่นรวมทั้งการแต่งตั้ง การบังคับบัญชา การรักษาวินัยและการออกจากตำแหน่งของพนักงานสภาทนายความ 36.ข้อบังคับนั้นให้ใช้บังคับได้ (ออกสอบ) 1.เมื่อได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ และ 2.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 37. ทนายความไม่น้อยกว่า 100 คนมีสิทธิเสนอขอให้คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขข้อบังคับได้ 38.ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ โปรดดูมาตรา 35 1 มีสัญชาติไทย 2 อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันยื่นคำขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาต 3 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาทางนิติศาสตร์หรือประกาศนียบัตรในวิชานิติศาสตร์ ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรืออนุปริญญาจากสถาบันการศึกษาซึ่งสภาทนายความเห็นว่าสถาบันการศึกษานั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่ผู้ได้รับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรควรเป็นทนายความได้ และเป็นสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา 4 ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่อง ในศีลธรรมอันดีและไม่เป็นผู้ได้กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต 5 ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 6 ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ 7 ไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย 8 ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม 9 ไม่เป็นผู้มีกายพิการหรือจิตบก

SHARE